วิธีแก้ไขปัญหาความยากจน

ในหลายประเทศจนความยากถูกประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ  เนื่องจากช่องว่างทางฐานะมากเกินไปคนจนนอกจากจะขาดทรัพยากรในการดำรงชีพขั้นพื้นฐานแล้ว  ยังมีทัศนคติว่าว่าพวกตนไม่มีวันหนีความอดยากไปไหนได้  จึงทำให้ไม่สามารถเริ่มคิดหาทางออกได้

 

วิธีที่เหล่านักการเมืองรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์มักกล่าวถึงกันอยู่บ่อยๆ คือ เมื่อเศรษฐกิจเติบโต จะทำให้ความยากจนลดลง  แต่นี่ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง  เพราะคนรวยเป็นคนลงทุนเงิน  โดยจ้างคนจนให้ทำงาน  แม้ว่าความเป็นอยู่ของคนจนอาจพ้นเส้นความยากจน  แต่ผู้ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือคนรวยยิ่งรวยขึ้น (ข้าพเจ้าไม่ต่อต้านวิธีนี้  เพียงแต่เสนอประเด็นว่าผู้แก้ปัญหายังไม่จัดการที่ต้นเหตุ)

 

หากเรานับวิธีจ้างงานของคนรวย  ว่าช่วยแก้ปัญหาคนจน   ก็นับว่าวิธีนี้เป็นการอุ้มคนจนอยู่  แต่ดีกว่าการบริจาคเงินเพียงฝ่ายเดียว  เพราะคนจนต้องขออยู่เรื่อยๆ ถึงจะมีกิน

 

อีกวิธีที่โลกเขาจัดการกันมาในประเทศที่เจริญแล้ว  นั้นคือ การเฉลี่ยทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร  ด้วยการเก็บภาษีมาอุดหนุนสวัสดิการขั้นพื้นฐาน  กล่าวคือรัฐจะเก็บภาษีทั้งทางมรดก(ซึ่งไทยยังไม่เก็บ)  ภาษีบ้านและที่ดิน  โดยเฉพาะบ้านหลังที่ 2 จะจัดเก็บในอัตราก้าวหน้ากว่าหลังแรก  เพื่อนำภาษีไปช่วยให้ราษฎรได้มีบ้านอยู่เช่นเดียวกัน  หรือทำให้เด็กได้เรียนฟรีในมาตรฐานเดียวกัน  สามารถรักษาพยาบาลกับหมอเก่งๆตลอดจนมีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ  และแม้คนไม่มีงานทำก็มีรายได้พออยู่พอกิน  วิธีการแบบนี้เขาเรียกว่ารัฐสวัสดิการ หรือ state welfare

 

วิธีนี้ถือว่ามีความขัดแย้งในตัวเองพอสมควร  เพราะว่าหากเก็บภาษีมากเข้าทำให้คนไม่อยากลงทุน  และไม่อยากใช้สอยเงินในมือ  ทำให้เศรษฐกิจไม่โตทันใจ  พรรคการเมืองจึงพากันไม่กล้าใช้นโยบาลเก็บภาษีอย่างเต็มรูปแบบ

 

อีกวิธีหนึ่ง และเกือบจะเป็นวิธีสุดท้ายที่จะกล่าวถึง  นั่นคือการการปล่อยกู้เงินจำนวนเล็กน้อย(สำหรับเรา)ให้คนจน  หรือเรียกว่า Micro Credit แล้วสอนวิธีการจัดการเงินที่ถูกต้อง  จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านที่กู้เงินมารวมตัวกัน  เพื่อให้พวกเขาดูแลกันและกัน  และช่วยดูแลให้เพื่อนสมาชิกเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างถูกต้อง  คือซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์มาผลิตสินค้าขาย  หรือเอาไปซ่อมบ้าน  ตลอดจนส่งลูกเรียน  ไม่เอาไปให้สามีกินเหล้า

 

วิธีการนี้น่าสนใจ  เพราะคนจนที่ว่าอยู่ในบังคลาเทศและอินเดีย  ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ  จึงกรอกใบสมัครบัญชีธนาคารไม่ได้  ไม่เข้าใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนัก  และเงินกู้ก็ยังน้อยจนธนาคารหลายแห่งรู้สึกไม่คุ้มค่าที่จะทวงหนี้  ปล่อยให้กู้หนี้นอกระบบสุดแสนแพงไป  ทีมไมโครเครดิตแห่งธนาคารกรามีนจึงพากันไปตั้งธนาคารตามชนบทอันห่างไกล เพื่อช่วยกันอธิบายถึงระบบธนาคาร  ว่าใช้กลุ่มแม่บ้านด้วยกันในการทวงหนี้  เพราะมิฉะนั้นหากใครเบี้ยวก็ต้องช่วยกันออกเงินแทน และพากันปรับทัศนคติใหม่ ว่าพวกเธอสามารถเอาชนะความยากจนได้  ขอเพียงให้กล้าเท่านั้นเอง

 

นับได้ว่าวิธีนี้ช่วยคนจนแบบพากันก้าวเดินไปด้วยพลังของเขาเอง  โดยมีทีมหนุนหลัง

 

วิธีการสุดท้ายที่ขอกล่าวถึง  คือ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรง  แต่ให้ความรู้ทางวิชาการ  ตลอดจนวิชาชีพ  เพื่อให้คนจนหาทางทำมาหากินอย่างสุจริตได้  เช่น  การสอนให้อ่านออกเขียนได้  มีวุฒิสามารถสมัครงาน  มีเงินเดือนเป็นหลักแหล่ง  สอนวิธีผลิตสินค้าจากท้องถิ่นมาขาย  สอนการทำบัญชีรายรับรายจ่าย  สอนไม่ให้มัวเมากับอบายมุข  เพื่อให้เวลาใช้ไปกับการทำมาหากินแทน

 

เนื่องจากข้าพเจ้าบังเอิญเขียนบทความนี้ในสายของวันที่ 4 ธันวาคม 2553 ทั้งที่หัวข้อนี้ก็ตกผลึกในความคิดมานานพอควรแล้ว  จึงขอกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงใส่พระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ใช่น้อย  เพราะทรงมีโครงการในพระราชดำริมากมาย  ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไทยพออยู่พอกิน  ครอบครัวอบอุ่นไม่แยกย้ายกันไปทำงานตามเมืองใหญ่  และมีสถานบันพระดาบสอบรมวิชาชีพให้ช่างฝีมือไทยทั้งหลายได้เรียนรู้

 

ทั้งหลายทั้งปวง  ผู้แก้ปัญหาความยากจนในโลกนี้อาจเป็นคนเล็ก  หรือคนใหญ่โตที่ไหนก็ได้  แต่ข้าพเจ้าพบว่าพวกท่านมีหัวใจอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน  คือ หวงหาผู้อื่น  การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการให้เปล่าเงินเพียงอย่างเดียว  หากมีโอกาสขอให้ท่านสละเวลาแก้ปัญหาหรือปันความรู้บ้างก็ยังดี