นโยบายการคลัง

ความหมายของการคลัง 
การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

ความสำคัญของการคลัง
การคลังมีความสำคัญในการดำเนินงานของรัฐบาลเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
1. การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) รัฐบาลจะต้องจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติรัฐบาลจะต้องจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้สังคม อาทิเช่น การป้องกันประเทศ การบริการของแพทย์ พยาบาล ตำรวจ ตลอดจนการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการใช้นโยบายงบประมาณที่กำหนดไว้
2. การกระจายรายได้ของสังคม (Distribution Function) รัฐบาลจะวางนโยบายกระจายรายได้ เพื่อให้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมาได้รับการจัดสรร จำแนก แจกจ่ายได้ทั่วถึง และเป็นธรรมที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยการใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ
3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม มีความสัมพันธ์กันระหว่างการใช้ทรัพยากร และการกระจายรายได้ โดยรัฐบาลจะต้องควบคุม และดูแลให้เศรษฐกิจของสังคมเป็นไปด้วยความราบรื่น ด้วยการรักษาระดับการจ้างงานให้อยู่ในอัตราสูง ระดับราคาสินค้าและบริการมีเสถียรภาพ (ไม่ขึ้นลงตามวัฏจักรธุรกิจ) รวมทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยู่ในระดับที่ น่าพอใจ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้การคลังมีความสำคัญมากในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทางเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม ดูแลตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ คงไว้ซึ่งความมีเสถียรภาพ


ความเป็นมาของการคลัง
ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด คือ ทำการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ การศาล การฑูต กิจการด้านเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อมาเมื่อประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจึงมีขอบเขตความรับผิดชอบ มากขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2476 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน
จากแนวความคิดของเคนส์ทำให้การคลังมีความสำคัญและจำเป็นในการปฏิบัติการ โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานบริหาร ควบคุม ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ วิชาการคลังจึงได้รับการประยุกต์ใช้ตามหลักการวิชา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการบัญชี และกฎหมาย เพราะสาขาวิชา ดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ทุกสังคม ในปัจจุบันจึงถือว่าวิชาการคลังเป็นวิชาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์และอยู่ในวิชาทางสังคมศาสตร์ด้วย
การบริหารการคลังของรัฐบาลจึงเป็นความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้มาให้พอกับการใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งงบประมาณการใช้จ่ายให้ถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น

งบประมาณของรัฐบาล
งบประมาณ (Budget) หมายถึง การแสดงรายการรับและรายการจ่ายทั้งหมดที่ เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วรายรับจะเกิดจากการเก็บภาษีและการกู้ยืม ส่วนรายจ่ายจะประกอบด้วย การซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายต่าง ๆ ในตลาดผลผลิต และ การใช้จ่ายในรูปเงินโอน เช่น เงินที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์สังคมต่าง ๆ เป็นต้น
สำหรับการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีอาจจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับสูงกว่ารายจ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงและอาจจะมีปัญหาราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย เพื่อเป็นการลดความสามารถในการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ เป็นต้น
2. งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณ ในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับเท่ากับรายจ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับค่าใช้จ่ายรวมของระบบเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยจะปล่อยให้ ผลิตภัณฑ์ประชาชาติขึ้นอยู่กับระดับการใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ และในกรณีที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจบางประการเกิดขึ้นก็อาจจะเลือกใช้นโยบาย การเงินแทน
3. งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับน้อยกว่ารายจ่าย และรัฐบาลจะต้องมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าระบบเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง จึงต้องกระตุ้นให้มีการจ้างงาน การผลิตสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการจัดงบประมาณขาดดุลจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้นและในขณะเดียวกันก็จะเก็บภาษีให้ต่ำกว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ