การบริหารธุรกิจชีวิตสู่ความสำเร็จ

ผมมีความเชื่อว่าการดำเนินชีวิตคือการบริหารธุรกิจประเภทหนึ่งที่เป้าหมายสุดท้ายคือกำไรกำไรในที่นี้มิได้หมายถึงเงิน แต่หมายถึง ความสำเร็จดังนั้นถ้าเป้าหมายของธุรกิจชีวิตเราคือความสำเร็จเราคงต้องเริ่มบริหารชีวิตอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้นคนหลายคนสูญเสียเวลาแห่งชีวิตไปกับเรื่องที่ไร้สาระปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับเข็มนาฬิกา ปล่อยให้โอกาสล่องลอยไปกับสายลมและแสงแดดคนหลายคนมีคำว่าเสียดายอยู่เต็มหัว เพราะมารู้สึกตัวในเรื่องต่างๆหรือคิดได้ก็สายไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญก็เจ็บป่วยไปเรียบร้อยแล้วกว่าจะรู้ว่าครอบครัวสำคัญก็มีปัญหาครอบครัวแตกแยกไปเรียบร้อยแล้วกว่าจะรู้ว่าความสามารถยังไม่ถึงก็ต่อเมื่อโอกาสดีผ่านไปแล้ว

เพื่อให้ชีวิตมุ่งไปสู่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิตคือความสำเร็จเราคงต้องมีการบริหารชีวิตตามแนวทางการบริหารธุรกิจชีวิตอย่างจริงจังเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราไม่ได้ละเลย หลงลืมหรือแกล้งลืมทำบางสิ่งบางอย่างในชีวิตในเวลาที่ควรจะทำ พูดง่ายๆก็คือ ป้องกันคำว่าเสียดายอย่าให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเลยผมจึงขอแนะนำแนวทางในการบริหารธุรกิจชีวิตดังนี้

1. กำหนดวิสัยทัศน์ของชีวิต (Life Vision)

เราต้องกำหนดเป้าหมายสูงสุดในชีวิตให้ชัดเจนว่าเราต้องการความสำเร็จอะไรเมื่อไหร่ เช่น ต้องการเป็นเจ้าของกิจการเมื่ออายุ 35 ปีต้องการเป็นนักการเมืองเมื่ออายุ 40 ปี หรือต้องการมีเงินเก็บสัก 10-20 ล้าน ภายใน 10 ปี ฯลฯ คนหลายคนมักจะบอกว่าไม่รู้จะกำหนดเป้าหมายชีวิตได้อย่างไรจะเริ่มต้นที่ไหน ผมขอแนะนำว่าการกำหนดวิสัยทัศน์ของชีวิตสามารถกำหนดได้ 2 ลักษณะคือ
ก)กำหนดจากความฝันของเราเองความฝันของเราอาจจะเกิดจากแรงดลใจบางอย่างในชีวิตหรือเกิดจากความยากลำบากในชีวิต เช่น บางคนฝันอยากทำงานมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กเพราะเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน
ข)กำหนดแบบอย่างความสำเร็จของผู้อื่นโดยเราอาจเลือกคนมาเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ให้กับตัวเองหรืออาจจะกำหนดความสำเร็จของคนหลายคนรวมกันก็ได้ เช่นเราอยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จเหมือนนักเขียนบางคนหรือเราอยากเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเหมือนเจ้าของธุรกิจบางคนที่ประสบความสำเร็จ
วิสัยทัศน์ของชีวิตเปรียบเสมือนดวงดาวบนท้องฟ้าที่ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลแต่ก็สามารถสร้างพลังแสงสว่างให้กับเราได้ในขณะเดียวกันวิสัยทัศน์ก็เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่ทิศทางที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเวลาหลงทางคนที่กำหนดวิสัยทัศน์ของชีวิตได้ชัดเจนย่อมได้เปรียบคนอื่นอย่างแน่นอนเพราะในแต่ละย่างก้าวของชีวิตย่อมเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายและคงไม่ปล่อยให้ชีวิตก้าวออกนอกเส้นทางไปสู่เป้าหมายอย่างเด็ดขาด

2. วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง (SWOT Analysis)

เมื่อเรามีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนแล้วเราก็ต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเราเองว่าชีวิตเราส่วนไหนบ้างที่เป็นจุดแข็งจะสามารถนำพาเราไปสู่จุดหมายที่กำหนดไว้ได้มีจุดไหนบ้างที่เรายังต้องพิจารณาปรับปรุงเพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างทางเช่น เราต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ค้าขายกับต่างประเทศทุกภูมิภาคทั่วโลก จุดแข็ง (Strengths) ของเราก็คือเรามีเงินลงทุนเพียงพอ เคยทำธุรกิจครอบครัวมาก่อนแต่จุดอ่อน (Weaknesses) ของเราคือเราใช้ภาษาต่างประเทศไม่เก่งหรือไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมของคนต่างชาติ

ในขณะเดียวกันเราก็คงจะต้องวิเคราะห์ว่าชีวิตของเรามีสภาพแวดล้อมภายนอกอะไรบ้างที่เอื้ออำนวย (Opportunities) และเป็นอุปสรรค (Threats) ในการเดินทางไปสู่จุดหมาย เช่นเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าช่วยให้เราสามารถขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตได้แต่เราจะต้องประสบกับปัญหาการกีดกันทางการค้าจากประเทศตะวันตกโดยเงื่อนไขทางการค้าหรือมาตรฐานสากลประเภทต่างๆ

การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งโอกาสและปัญหาอุปสรรคในชีวิตนั้น จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองยอมรับจุดบกพร่องของตัวเองและพร้อมที่จะพัฒนาให้ถูกต้องและเหมาะสมสอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตได้ถ้าวิสัยทัศน์ของชีวิตคือ การเดินทางไปเชียงใหม่โดยรถยนต์ภายในเวลา 10 ชั่วโมงการวิเคราะห์ SWOT ของชีวิตก็เปรียบเสมือนการตรวจสภาพของรถยนต์ว่าสามารถวิ่งทางไกลได้หรือไม่เครื่องร้อนเร็วหรือช้า ทำความเร็วได้กี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงสามารถวิ่งขึ้นเขาได้หรือไม่มีส่วนไหนของรถที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างทางได้บ้างรวมถึงการวิเคราะห์ว่าเส้นทางที่เราไปนั้นมีบ้านคนมากหรือไม่มีปั๊มน้ำมันมากหรือน้อยโอกาสที่ฝนจะตกมีมากหรือไม่

3. กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Critical Success Factors)

การกำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จหมายถึงการกำหนดว่าอะไรคือตัวที่สำคัญที่สุดที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ เช่นเราต้องการเป็นเจ้าของกิจการปัจจัยสู่ความสำเร็จอาจจะประกอบด้วย

  • เงินลงทุนเพราะถ้าเราไม่มีเงินเราคงเป็นเจ้าของกิจการไม่ได้
  • ความรู้ด้านการจัดการเราในฐานะเจ้าของกิจการจะต้องมีความรู้ในธุรกิจนั้นๆเพียงพอ
  • ลูกค้าเราต้องมีกลุ่มลูกค้าที่สนับสนุนสินค้าหรือบริการของเรา
  • บุคลากรซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการทำงานให้กับเรา
  • เทคโนโลยีซึ่งจะช่วยให้เรามีความได้เปรียบในการแข่งขัน

แต่ถ้าเป้าหมายชีวิตของเราคือการเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ปัจจัยสู่ความสำเร็จคือ

  • ความรู้เพราะถ้าขาดความรู้คงไม่สามารถเขียนหนังสือหรือบทความได้
  • เทคนิคการเขียนเป็นศิลปะการเขียนที่มีเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มสีสรรให้กับสิ่งที่เขียน
  • ผู้อ่านเป็นผู้ที่บ่งบอกว่างานเขียนของเราประสบความสำเร็จหรือไม่
  • ประสบการณ์คือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวไปสู่เส้นทางนักเขียน

เราจะเห็นว่าการมีวิสัยทัศน์เป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จนั้นถึงแม้เงินลงทุนจะมีความจำเป็นแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญไม่เหมือนกับการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ดังนั้นการกำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จในชีวิตนี้จะช่วยให้เรามองเห็นความในชีวิตนี้เราจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากให้ความสำคัญกับสิ่งใดน้อยจะช่วยให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้อย่างดียิ่งขึ้นเราจะเห็นว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของนักกีฬาส่วนมากต้องประกอบด้วยการมีสุขภาพที่แข็งแรงดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จประเภทนี้ในขณะที่ความสำคัญอันดับแรกๆของคนที่เป็นนักเขียนคือการแสวงหาความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา

4. กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Aim)

เมื่อทราบเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและทราบจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองแล้วก็ต้องเริ่มกำหนดเป้าหมายในเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่นถ้าต้องการเป็นเจ้าของกิจการ เราจะต้องมีเงินทุนอย่างน้อย 1 ล้านบาทแต่ปัจจุบันเรามีเงินทุนเพียง 5 แสนบาท เราหลือเวลาอีก 5 ปีในการหาเงินทุนให้ครบดังนั้น เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในแง่ของเงินทุนเราคือ 5 แสนบาทภายใน 5 ปี

การกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ให้กับชีวิตในแต่ละด้านจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นว่าปัจจัยตัวไหนที่ยังอยู่ห่างจากเป้าหมายปัจจัยตัวไหนที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ซึ่งจะทำให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญของการไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น เช่นเป้าหมายทางด้านเงินทุนไม่ค่อยยากนักเพราะมีเวลาเก็บเงินอีกหลายปีแต่เป้าหมายทางด้านความรู้และประสบการณ์ในการจัดการทางธุรกิจเราอาจจะยังห่างจากเป้าหมายอยู่มากดังนั้นพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของเราก็จะต้องทุ่มเทเวลาในการหาความรู้และประสบการณ์มากกว่าการหาเงินทุน

5. กำหนดทางเลือก (Strategic Option)

ในแต่ละเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ย่อยๆในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น เป้าหมายด้านเงินทุน เป้าหมายด้านความรู้และประสบการณ์เราจะต้องกำหนดทางเลือกขึ้นมาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับตัวเราให้มากที่สุด เช่นเป้าหมายย่อยทางด้านเงินทุนเราอาจจะกำหนดทางเลือกในการหาเงินลงทุนดังนี้

  • กู้เงินจากสถาบันการเงินเงื่อนไขคือเราต้องมีหลักทรัพย์หรือการค้ำประกัน
  • กู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องเงื่อนไขคือญาติพี่น้องเรามีเงินหรือไม่เขาไว้ใจเราหรือไม่
  • เก็บสะสมเงินด้วยตัวเองเงื่อนไขคือต้องใช้เวลานาน
  • ระดมทุนจากหุ้นส่วนเงื่อนไขคือ กิจการนั้นต้องมีผู้ถือหุ้นหลายคน

คนหลายคนที่มักจะตายน้ำตื้นก็คือมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน วิเคราะห์ตัวเองดีมีการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ไว้อย่างดี แต่พอมาถึงการหาทางเลือกคิดไม่ออกไม่สามารถหาทางเลือกให้กับตัวเองได้ เพราะคนส่วนมากมักจะคิดในเชิงลบ เช่นคงไม่ไปไม่ได้หรอกเพราะต้องลงทุนเป็นล้านคงจะยากนะที่จะไปขอกู้เงินเพราะเราไม่มีหลักทรัพย์คนประเภทนี้มักจะตัดสินความคิดของตัวเองด้วยตัวเองทั้งๆที่บางคนคิดอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ถ้าเราได้ลองลงมือทำจริงๆเราต้องทดลองทำก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าใช่หรือไม่ใช่

เราคงเคยได้รับทราบประวัติของเจ้าของธุรกิจบางคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ไม่มีเงิน แต่มีความพยายาม มีความขยัน มีความสุจริต มีน้ำใจวันหนึ่งสิ่งใดๆที่เขาเคยทำในอดีตอาจจะส่งผลต่อการแสวงหาทางเลือกของเขาได้ เช่นมีชายคนหนึ่งยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเดินไปขอกู้เงินที่ไหนก็ไม่มีใครให้เพราะไม่มีหลักทรัพย์อะไรเลยจนมาวันหนึ่งเขาเดินไปขอกู้เงินที่ธนาคารๆหนึ่ง พอเข้าไปคุยกับผู้จัดการแล้วผู้จัดการท่านนั้นไม่ได้ให้เขากู้เงิน ธนาคารหรอก แต่ให้เขากู้เงินส่วนตัวของเขาเองเพราะเมื่อหลายปีก่อนผู้จัดการธนาคารผู้นี้เคยประสบอุบัติเหตุเกือบเอาชีวิตไม่รอดถ้าไม่ได้ชายคนนี้ช่วยเหลือไว้

จากเรื่องนี้ผมอยากให้ทุกคนคิดอยู่เสมอว่าทุกเส้นทางที่เราต้องการจะไปถึงนั้นมีทางออกอยู่เสมอ เพียงแต่ทางออกสำหรับชีวิตของเราเองอาจจะแตกต่างจากคนทั่วไปอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเบื้องหน้าและเบื้องหลังชีวิตของคนแต่ละคนจากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าไม่ใช่คนทุกคนจะได้รับเงินกู้จากผู้จัดการธนาคารคนนี้บางคนอาจจะได้รับเงินกู้จากภรรยาผู้จัดการธนาคารบางคนอาจจะได้รับเงินให้เปล่าจากคนบางคน บางคนอาจจะได้คนมาร่วมลงทุนก็เป็นไปได้ดังนั้นจะขอให้ทุกคนเชื่อว่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอแต่จะต่างกันตรงที่มีความยากง่าย เร็วหรือช้าเท่านั้น

6. กำหนดแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan)

เมื่อเราได้เลือกทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในด้านต่างๆไปแล้ว เช่น เราจะหาเงินได้โดยการเก็บออมด้วยตนเองเราจะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมโดยการศึกษาต่อปริญญาโทการบริหารธุรกิจเราจะหาประสบการณ์โดยเข้าไปทำงานกับธุรกิจครอบครัวที่เป็นมืออาชีพเราจะอ่านหนังสือด้านการทำธุรกิจแบบมืออาชีพให้มากขึ้นเราต้องนำเอากลยุทธ์ในแต่ละด้านมาจัดทำเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ว่าในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตเราจะทำอะไรก่อนหลัง อะไรที่ทำควบคู่กันไปได้พูดง่ายๆก็คือการเอาสิ่งต่างๆมาจัดทำตารางการดำเนินชีวิตให้ชัดเจนมากขึ้นว่าเราจะทำอะไรเมื่อไหร่ อย่างไร นั่นเองสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในเรื่องของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของชีวิตคือต้องมีแผนสำรอง (Contingency Plan) กรณีที่แผนที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ

7. นำไปปฏิบัติตามวงจร PDCA

เมื่อเรากำหนดแผนงานชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว (Plan) จึงจะลงมือนำไปปฏิบัติจริง (Do) จะต้องมีการตรวจสอบเป็นระยะๆว่าสิ่งที่ได้ลงมือทำไปนั้นเป็นไปตามแผนและเป้าหมายหรือไม่ (Check) หลังจากนั้นถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับเป้าหมาย (Action) ซึ่งเราจะต้องคำนึงถึงวงจรนี้อยู่ตลอดเวลา วงจร PDCA นี้ใช้ได้ทั้งวงจรของแผนใหญ่ของชีวิตและแผนสนับสนุนย่อยๆ เช่นแผนด้านการเงินก็ต้องใช้ PDCA แผนด้านการหาความรู้เพิ่มเติมก็ต้องใช้วงจร PDCA เช่นเดียวกัน

จากแนวทางดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าคงจะสามารถจุดประกายให้ท่านผู้อ่านได้ลองหยุดคิดพิจารณาดู นิดหนึ่งว่าชีวิตของเราได้ถูกกำหนดไว้เป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่ทำไมเราจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ของชีวิตได้เป็นเพราะเราวางแผนธุรกิจชีวิตไว้ก่อนล่วงหน้าดี หรือเพราะดวงชะตาฟ้าลิขิตหรือด้วยเหตุผลอื่นๆ แล้วช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ยังเหลืออยู่เราจะยังคงใช้วิธีการเดิมๆเดินไปสู่จุดหมายหรือเราจะต้องกำหนดแผนกลยุทธ์ชีวิตเสียใหม่เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นเหมือนในอดีตที่ผ่านมาเราต้องเชื่อมั่นเสมอว่าผู้ที่วางแผนชีวิตได้ดีกว่าย่อมมีโอกาสไปสู่เส้นชัยเหนือคนอื่นมากกว่าอย่างแน่นอน